ความหมายเพลงพื้นบ้าน

      เพลงพื้นบ้าน หมายถึง เพลงที่กลุ่มชนใน ท้องถิ่นต่างๆ ประดิษฐ์เนื้อหา ท่วงทำนองและ ลีลาการร้อง การเล่น เป็นแบบแผนตามความ นิยมและสภาพแวดล้อมของท้องถิ่นนั้นๆ เพื่อใช้ ร้องเล่นในโอกาสต่างๆ ได้แก่ งานเทศกาล หรือ ประเพณี เช่น ตรุษสงกรานต์ อุปสมบท ทอด กฐินและลอยกระทง การทำงาน หรือประกอบ อาชีพ เช่น การลงแขกเอาแรงกันปลูกบ้านเกี่ยว ข้าว นวดข้าว เป็นต้น
เพลงพื้นบ้าน จึงเป็นเพลงที่ชาวบ้านร้องเล่น เพื่อความสนุกสนานบันเทิงใจ และเพื่อผ่อน คลายความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงาน รวมทั้งเพื่อรวมกลุ่มกันประกอบการงานและพิธีกรรม

เพลงพื้นบ้าน

        เป็นร้อยกรองที่นำมาจัดจังหวะของคำ และใส่ทำนองเพื่อ ขับร้องในท้องถิ่นสืบทอดต่อกันมาด้วยวิธีจดจำ ที่มาของ เพลงพื้นบ้าน เกิดจากนิสัยชอบบทกลอน หรือทีเรียกว่า“ความเป็นเจ้าบทเจ้ากลอน” ของคนไทยในท้องถิ่นต่างๆ ที่เรียงร้อยถ้อยคำมีสัมผัสคล้องจอง และประดิษฐ์ทำนองที่ ร้องง่ายแล้วนำมาร้องเล่นในยามว่าง หรือระหว่างทำงาน ร่วมกัน เช่น ลงแขกเกี่ยวข้าว นวดข้าว เพื่อผ่อนคลายความ เหน็ดเหนื่อยจากการทำงาน เพื่อความสนุกสนาน และเพื่อความสามัคคีในกลุ่มชน การใช้ถ้อยคำในเพลง พื้นบ้านนั้น มีลักษณะตรงไปตรงมา นิยมใช้ภาษาพูดมากกว่าภาษาเขียน บางครั้งก็แฝงนัยให้คิดในเชิง สองแง่สองง่าม บางเพลงก็ร้องซ้ำไปมาชวนให้ขับขัน ดังตัวอย่าง เพลงซอพม่า ซึ่งเป็นเพลงพื้นบ้านภาค เหนือ ดังต่อไปนี้

         หมาหางก้อม
หมาหางกิ๊ด
หมาหางก้อม
หามหางกิ๊ด
มาไต่คันนาดิ๊ดดิ๊ด
มาไต่คันนาด้อมด้อม
มาไต่คันนาดิ๊ดดิ๊ด
มาไต่คันนาด้อมด้อม
(อธิบายศัพท์ : ก้อม กิ๊ด = สั้น, ด้อมด้อม = คำขยายอาการเดิน)
         มอบมอบคลานคลาน
ยกปืนขึ้นเล็ง
มอบมอบคลานคลาน
ยกปืนขึ้นเล็ง
หันต่าฟานกับเก้ง
หันต่าเก้งกับฟาน
หันต่าฟานกับเก้ง
หันต่าเก้งกับฟาน
(อธิบายศัพท์ : มอบ = หมอบ, หันต่า = เห็นแต่, ฟาน= กวาง)

การเน้นความสนุกสนานเป็นหลัก

เพลงพื้นเมืองของเราจึงมักเน้นอยู่สองอย่าง  ซึ่งจะออกมาในรูปของการใช้คำสองแง่สองง่าม  การเว้น เสียซึ่งเรื่องที่ทุกข์มากๆ
การใช้คำสองแง่สองง่าม  อย่างเช่น เพลงฉ่อยของโรงพิมพ์วัดเกาะ เมื่อฝ่ายชายเกริ่น ฝ่ายหญิงได้ยิน เสียงก็ร้องตอบออกมาว่า

      “พี่เอ๋ยพี่มาถึงจะมาพึ่งของรัก
ไอ้ตรงแอ่งที่ในห่อผ้า
พี่พึ่งเงินจะกอง
พี่จะพึ่งอีแปะ
แม่หนูยังหนัก น้ำใจ
พี่เอ๋ยแกอย่าได้หมาย
พี่พึ่งทองจะให้
จนใจน้องแกะไม่ไหว (เอ่ชา)”
ชายว่า
“ทำไมกับเงินกับทอง
พี่จะพึ่งหนังมาหุ้มเนื้อ
สมบัติเป็นของนอกกาย
จะได้ติดเป็นเยื่อเป็นใย (เอ่ชา)”

การเว้นเสียซึ่งเรื่องที่ทุกข์มากๆ ระหว่างความสนุก กับความทุกข์ คนเราต้องเลือกเอาอย่างแรกก่อน เสมอบทเพลงของชาวบ้านก็เช่นกัน เมื่อเทียบเนื้อหาในตัวเพลงแล้ว  ส่วนที่กล่าวถึงเรื่องราวแห่งความ ทุกข์มีเปอร์เซ็นต์น้อยว่าด้านความสนุกมาก  และบางครั้ง ความทุกข์ที่นำมาร้องก็เป็นการสมมติขึ้นเพียง เพื่อเปลี่ยน และคั่นอารมณ์คนฟังเท่านั้น  เหมือนอย่างเพลงเรือตอนที่ผัวเก่ากลับบ้าน เมื่อมาถึงบ้านก็ ็ต้องหดหู่ใจที่บ้านรกร้างเพราะไม่มีใครดูแล  ในขณะที่พรรณนาความเปลี่ยนแปลงความเหงาหงอยซึ่งพ่อ เพลงสามารถจะเรียกความสงสารจากคนฟังได้  พ่อเพลงก็ยังอดสอดใส่ลักษณะขี้เล่นเข้าไปไม่ได้  เช่น

 

พิศดูครอบครัวมันให้ชั่วลามก
หม้อข้าวก็กลิ้งหม้อแกงก็กลิ้ง
ไอ้ครกกะบากก็เล่นละคร
มันช่างสกปรกไม่รู้จักหาย
ฝาละมีตีฉิ่งอยู่ที่ข้างครัวไฟ
สากกะเบือก็นอนเป็นไข้