เพลงพื้นบ้านที่สำคัญ

เพลงพื้นบ้านเป็นเพลงที่ไม่มีการเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรแต่อาศัยการถ่ายทอดกันด้วยปากต่อปากร้องต่อๆกันมาไม่สามารถรู้ที่มาของเพลงได้โดยทั่วไปแล้วบริเวณภาคกลางของประเทศจะมีการเล่นเพลงพื้นบ้านที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันและมีการผิดเพี้ยนกันไปบ้างเล็กน้อย ซึ่งลักษณะของเพลงจะใช้รูปแบบกลอนที่เหมือนกันทั้งนี้ จะมีการทำให้แตกต่างกันด้วยการยักเยื้องทำนองกับวิธีการร้องรับลูกคู่หรือความสั้นยาวของคำที่ปรับจังหวะให้ช้าเร็วต่างกันไปการร้องก็มีทั้งการร้องเดี่ยว เช่น เพลงกล่อมเด็ก เพลงผาดควาย ร้องหมู่ เช่น เพลงแห่นางแมว เพลงเข้าผี และเพลงโต้ตอบ เช่น เพลงฉ่อย เพลงอีแซว ลำตัด เป็นต้น

ในปัจจุบันการเล่นเพลงพื้นบ้านของจังหวัดราชบุรีหลงเหลืออยู่เพียงไม่กี่แห่ง โดยสามารถแบ่งตามโอกาสการเล่นได้เป็น ๔ ประเภท คือ เพลงที่เล่นในฤดูร้อน เพลงที่เล่นในฤดูฝนหรือหน้านา เพลงที่เล่นในฤดูหนาวหรือหน้าเกี่ยวข้าว ซึ่งสามประเภทแรกนี้ยังพบว่ามีการเล่นอยู่ในหมู่ชาวไทยพื้นถิ่นที่บ้านโพหัก ตำบลโพหัก อำเภอบางแพ และเพลงร้องทั่วไปไม่จำกัดเทศกาล โดยเฉพาะเพลงปรบไก่ซึ่งพบว่ายังมีการเล่นอยู่ในหมู่พ่อเพลงแม่เพลงบ้านเวียงทุน ตำบลเกาะศาลพระ อำเภอวัดเพลง
1.เพลงที่เล่นในฤดูร้อนส่วนมากมักเล่นกันในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่เป็นช่วงขึ้นปีใหม่ของไทย ซึ่งอยู่ในช่วงเดือน ๕ หรือช่วงกลางเดือนเมษายนของแต่ละปีโดยเพลงที่นิยมเล่นกันได้แก่ เพลงพวงมาลัย เพลงเอ่ชา และเพลงเข้าผีเข้าทรง เช่น ลิงลม แม่ศรี นางกวัก นางคัง ผีกะลา ฯลฯ  ซึ่งเมื่อผู้ใดเข้าทรง คนทรงแล้วก็อาจร้องเพลงระบำหรือเพลงพวงมาลัยอย่างใดอย่างหนึ่งหรือเพลงอื่นๆก็ได้ สำหรับการเล่นเข้าทรงแม่ศรีนั้น คนทรงแม่ศรีก็จะรำนำหน้าและชาวบ้านจะรำตามกันไป   จะนิยมเล่นกันในตอนกลางคืนโดยการสุมไฟหรือจุดตะเกียง   เพลงแม่ศรีมีเนื้อร้องว่า


“แม่ศรีเอย แม่ศรีสาวสะ ยกมือไหว้พระ ขนคิ้วเจ้าก็ต่อ ลำคอเจ้าก็กลม ยาสไบขึ้นห่ม ชมแม่ศรีเอย”

2.เพลงที่เล่นในฤดูฝนหรือหน้านาที่นิยมเล่นกันมี ๒ อย่าง คือ เพลงบวชนาคและเพลงทำนา โดยเพลงบวชนาคจะเล่นกันในตอนทำขวัญนาค เบิกบายศรี แล
หลังจากเวียนเทียนรอบอุโบสถเสร็จแล้ว เพลงที่ใช้เล่นมักเป็นเพลงเอ่ชา ส่วนขณะที่แห่นาคไปวัดมักมีการเล่นกลองยาว และมีเพลงร้องตอนแห่นาคว่า

พ่อเพลง บวชเสียเถิดพ่อนาคคนดี…
แม่เพลง จงตั้งใจให้เชื่อเมื่อบวชอยู่นั้นเป็นกุศลขันธ์ภาวนา   อยู่ข้างหลังตั้งใจไว้ตัวทั่วทุกเวลา    
รักษาไว้คอยท่าจริงๆ เอย

3.เพลงที่เล่นในฤดูหนาวหรือหน้าเกี่ยวข้าว ในการนวดข้าวชาวนาจะต้องระดมวัวไปช่วยกันเหยียบย่ำให้เมล็ดข้าวหลุดจากรวงในลานนวดข้าว ดังนั้นลานนวดข้าวจึงเป็นที่ชุมนุมคนจำนวนมาก ทำให้ต้องแสวงหาระเบียบหรือขวัญในการทำงานและหาความสนุกสนานผ่อนคลายความเหนื่อยยากในระหว่างการทำงานขึ้นด้วย โดยก่อนนวดข้าวจะต้องมีพิธีทำขวัญลานพิธีทำขวัญลาน จะทำก่อนการนวดข้าวเพื่อเป็นการคารวะแม่โพสพ โดยเจ้าของลานจะตั้งเครื่องสังเวยต่างๆ ถวายแล้วให้หมอขวัญเป็นผู้ทำพิธีทำขวัญลาน หลังจากพิธีเสร็จสิ้น ก็จะเริ่มการนวดข้าวด้วยเรียงฟ่อนข้าวลงในลาน   เรียกว่า  “ตกข้าว”   ระหว่านนั้นจะต้องตัดมัดข้าวให้แตกออกพร้อมกันไปในตัวด้วย   เมื่อข้าวเต็มลานแล้ว   จึงนำวัวพอง   คือวัวที่ผูกเข้าแถวกันเหยียบย่ำบนฟ่อนข้าวจนเมล็ดข้าวร่วงหลุดออกจากรวง
การนวดข้าวด้วยการใช้วัวย่ำนี้จะต้องทำนานหลายครั้งเพื่อให้เมล็ดข้าวหลุดออกจากรวงให้หมด   จึงต้องมีการคุ้ยเขี่ยรวงข้าวที่วัวเหยียบไม่ถูกขึ้นมาให้วัวเหยียบหลายครั้งหลายหน   เรียกว่า  “รุหัวฟ่อน”   “สงฟาง”   หรือ  “สงคอลำพวน”   ระหว่างการคุ้ยเขี่ยรวงข้าวด้วยไม้คันฉายนี้เองที่มีการร้องเพลง   จึงเรียกเพลงที่ร้องระหว่างนี้ว่า   “เพลงสงฟาง”   หรือ  “เพลงสงคอลำพวน”
เพลงสงคอลำพวน  เริ่มต้นด้วยคนเสียงดีขึ้นก่อน   จะเป็นชายหรือหญิงโห่ก่อนก็ได้   โห่จนครบฝ่ายละสามลาแล้วฝ่ายชายจะร้องเกริ่นขึ้นก่อน   บทร้องเกริ่นเป็นบทสั้น ๆ  เช่น

“โห่ขึ้นแล้วให้ครบสามหน
ชุกสายสิญจน์มงคล  วนให้รอบลานเอย
โห่ขึ้นแล้วทำไมไม่ถึง
จอกกับขันชนกันดังกึง   โห่แล้วไม่ถึงลานเอย
เสียงใครเข้าโห่มาโน่นฉาว ๆ
จะเป็นเขมร  หรือมอญลาวโห่แล้วก็เงียบไปเอย”
ฯลฯ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s